สวัสดี

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - admin

หน้า: 1 ... 22 23 [24]
346
วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้
-ฟางข้าว หรือ ผักตบชวาแห้ง
-วัสดุเพาะเห็ดชนิดอื่นๆ ที่ผ่านการเพาะมาแล้ว (วัสดุเหลือทิ้ง)
-หัวเชื้ อเห็ดฟาง 1 ก้อน
-ตะกร้าพลาสติก
เกษตรวิธีเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ลงทุนไม่ถึง 50 บาท แค่อาทิตย์กว่าเห็ดเริ่มออก
วิธีเพาะเห็ดฟางในตะกร้า ลงทุนไม่ถึง 50 บาท แค่อาทิตย์กว่าเห็ดเริ่มออก
วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้
-ฟางข้าว หรือ ผักต บชวาแห้ง
 
-วัสดุเพาะเห็ดชนิดอื่นๆ ที่ผ่านการเพาะมาแล้ว (วัสดุเหลือทิ้ง)
-หั ว เ ชื้ อเห็ดฟาง 1 ก้อน
-ตะกร้าพลาสติก
 
ขั้นตอนการทำ
-ขั้นแรก นำฟางไปแช่น้ำ 1 คืน แล้วผึ่งให้หมาดๆ ชื้นๆ อีกครึ่งวัน (ให้เหลือความชื้นราว 10 เปอร์เซ็นต์ ลองบีบดูแล้วไม่มีน้ำหยด) ถ้าใช้ผั กตบชวา ก็ต้องเป็นผักต บชวาตากแห้ง นำมารดน้ำ

-จากนั้น นำฟางเรียงก้นตะกร้า (ปูพื้น) โรยด้วยวัสดุเพาะเห็ดชนิดอื่นๆ ที่ผ่านการเพาะมาแล้วและตามด้วยหั ว เ ชื้ อเห็ดฟาง (วัสดุเพาะเห็ดชนิดอื่นๆ ที่ผ่านการเพาะมาแล้วและหั วเ ชื้ อ โรยขอบตะกร้า เพื่อให้ด อ กเห็ดออกตามขอบตะกร้า เป็นชั้นๆ ขึ้นมา)
-ทำซ้ำกัน จนครบ 4 ชั้น เต็มตะร้า โดยชั้นสุดท้าย โรยเต็มพื้นที่ (เพื่อให้ด อ กเห็ดออกด้านบนจนเต็ม)

-ขั้นสุดท้าย ครอบด้วยถุงพลาสติก (เห็ดต้องการความร้อน ชื้น)
-หลังจากผ่านไป 4-5 วัน ให้สังเกต ถ้ามีละอองน้ำเป็นฝ้า เกาะที่ถุง ก็ใช้ได้ แต่ถ้าไม่มีต้องเปิดถุงรดน้ำ
 
-ครบ 9-12 วัน เห็ดเริ่มออก (ช่วงวันที่ 4 ถึงวันที่ 9 อย่าเปิดถุง มิเช่นนั้น ด อ กจะชะงักการเติบโต)
-หลังจากเห็ดออกแล้ว เก็บได้อีก 5 วัน จะได้เห็ดราว 2 กก.

-หากเก็บเห็ดหมดแล้ว วัสดุเพาะเห็ดทั้งหมดมาใช้งานได้ต่ออีก


ขอบคุณที่มา : https://jo-workman.com/

347

ในฤดูฝน บรรดาสัตว์น้อยใหญ่ก็จะออกมาเริงร่าให้ผู้คนจับมาเป็นอาหาร ซึ่งก็มีสัตว์ชนิดหนึ่งที่เริ่มหายากและราคาแพงขี้นทุกที นั่นก็คือ อึ่งอ่าง โดยสายพันธุ์อึ่งที่นิยมกินกันนั้น จะเป็น อึ่งเผ้า อึ่งปากขวด หรืออึ่งโกก หรืออึ่งข้างลายนั้นเอง.เป็นอึ่งชนิดเดียวกัน…ราคานั้นก้ไม่เบาเลย สูงถึง กิโลกรัมละ 200-250 บาท เลยทีเดียว
ด้วยการที่เป็นที่นิยมกินกันมาก จึงทำให้อึ่งเผ้า หรืออึ่งปากขวดนั้นเริ่มหายาก เราจึงขอนำวิธีการเพาะเลี้ยงอึ่งเผ้า มาฝาก
อึ่งปากขวด หรือ อึ่งเผ้า มีลักษณะเฉพาะตัวคือ มีความยาวจากหัวจรดถึงก้นประมาณ 73 มิลลิเมตร ลำตัวอ้วนป้อม มีลักษณะเด่นคือ หน้าสั้นมาก ปากแคบและทู่ไม่มีฟัน ไม่เหมือนกับกบหรืออึ่งอางชนิดอื่น ๆ ตาเล็ก ขาสั้น แผ่นเยื่อแก้วหูเห็นไม่ชัด ลำตัวสีน้ำตาลดำหรือสีเทาดำ ใต้ท้องสีขาว บางตัวอาจมีจุดกระสีเหลืองกระจายอยู่ทั่ว เท้าทั้ง 4 ข้างมีพังผืดเกาะติดอยู่ ใช้สำหรับว่ายน้ำ และมีสันใต้ฝ่าเท้าหลังใช้สำหรับขุดดิน อึ่งปากขวด พบในภูมิภาคอินโดจีน ในประเทศไทยจะพบเฉพาะพื้นที่ที่อยู่เหนือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ขึ้นไป
โดยมีพฤติกรรมอาศัยโดยขุดโพรงดินที่เป็นดินปนทรายและอาศัยอยู่ภายใน ในป่าที่มีความชุ่มชื้นใกล้กับพื้นที่ชุ่มน้ำ ในฤดูร้อนจะซ่อนตัวในโพรงแทบตลอด เมื่อฝนตกจะออกมาหากิน โดยหากินในเวลากลางคืน ผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงต้นฤดูฝน โดยจะทำการผสมพันธุ์วางไข่เร็วกว่าอึ่งอ่างหรือกบชนิดอื่น ลูกอ๊อดมีลำตัวป้อมและโปร่งแสง ลำตัวเป็นสีเหลือง มีส่วนบนและส่วนล่างเป็นสีดำ จะหากินอยู่ในระดับกลางน้ำ โดยจะว่ายทำมุมประมาณ 45 องศา อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ไปไหนมาไหนพร้อมกันเป็นฝูง อึ่งปากขวด ปัจจุบัน มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มาก เพราะการถูกจับมาบริโภคและสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเปลี่ยนไป
การเลี้ยงอึ่งปากขวด หรืออึ่งเผ้า
ลักษณะบ่อเพาะเลี้ยงอึ่งโกก หรือ อึ่งเผ้า
– บ่อซีเมนต์ ขนาด 2X4X1 เมตร ผนังเรียบ
– พื้นบ่อเป็นทรายละเอียดหนา 50 ซม. อีกฝั่งหนึ่งทำเป็นบ่อน้ำขอบบ่อเสมอกับพื้นดินทราย
– หลังคาคลุมด้วยสแลนท์พลางแสง 80 %
– ขอบบ่อด้านบน วางแผนสังกะสีให้ด้านหนึ่งของสังกะสีเลยเข้ามาในบ่อประมาณ 15 นิ้ว กันอึ่งหนีออกบ่อ
– ติดตั้งสปริงเกอร์ และ หลอดไฟฟ้า ในบ่อ 1 จุด
การเลือกพ่อแม่พันธุ์อึ่ง
พ่อพันธุ์แม่พันธุ์อึ่งนั้น สามารถรวบรวมได้จากธรรมชาติ บริเวณป่าเต็งรัง ป่าโปร่ง ช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน (พบมากในช่วงฝนตกหนักครั้งแรกของฤดูฝน) เมื่อรวบรวมมาได้แล้วให้คัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ดังนี้….
เพศผู้
– ลำตัวมีสีดำเข้มข้างตัวมีลายดำจุดขาว
– ลำตัวเล็ก และ ยาวกว่าเพศเมีย
เพศเมีย
– ลำตัวสั้น และ ใหญ่กว่าตัวผู้
– ข้างตัวมีลายจุดขาวอมเหลือง ผนังท้องบางมองเห็นไข่
– ตัวเมียที่มีไข่เต็มท้องโดยหงายดูที่ท้องจะเห็นไข่ลักษณะสีดำ
วิธีการเพาะพันธุ์อึ่งโกก หรืออึ่งเผ้า
ใช้อัตราส่วนเพศผู้: เพศเมีย (1:1) จำนวน 1 – 2 คู่ ต่ออ่าง ใส่น้ำครึ่งอ่าง เมื่อเห็นไข่ลอยเต็มอ่างภายใน 11 – 12 ชม. ให้แยกพ่อแม่พันธุ์ออกจากอ่าง( แม่พันธุ์ 1 ตัวให้ไข่ 8,000 – 10,000ฟอง)ไข่จะฟักออกเป็นตัวภายใน 24 ชม.
อาหารและการให้อาหารอึ่ง
ใน 3 วันแรกลูกอ๊อดไม่กินอาหาร เมื่อลูกอ๊อดอายุ 4 วัน เริ่มให้ไข่แดงต้มสุก บดให้ละเอียด วันละ 1 ครั้งในตอนเช้า ประมาณ 1/4 ฟอง ต่ออ่าง เมื่อลูกอ๊อดอายุ 7 วัน เริ่มให้อาหารปลาดุกเล็กโปรตีน 32% 100 กรัมต่ออ่าง ให้วันละ 1 ครั้ง จนลูกอ๊อดอายุประมาณ 45 วัน หางลูกอ๊อดเริ่มหลุด หลังจากลูกอ๊อดหางหลุด อึ่งจะพัฒนาเหมือนตัวเต็มวัย และจะออกจากอ่าง ลงบนพื้นทราบในบ่อประมาณ 3 วัน อึ่งจะฝังตัวในทรายบนพื้นบ่อ กรณี ให้อาหารเสริม เช่นปลวก และแมลง ให้เปิดสปริงเกอร์วันละ 1 ครั้ง และเปิดไฟล่อแมลงในบ่อตอนกลางคืน
วิธีการจับอึ่งจากการเพาะเลี้ยง
– โดยการนำแผ่นสังกะสีวางบนหลังคาที่คลุมด้วย สแลนต์แล้วจึงใช้น้ำฉีดที่แผ่นสังกะสี(เป็นการเลียนแบบฝนตก) อึ่งเผ้าที่ฝังตัวอยู่ในทรายจะออกมา
– ปล่อยให้น้ำท่วมพื้นบ่อ อึ่งจะขึ้นมาบริเวณผิวน้ำสามารถคัดขนาดได้ตามต้องการ
ขอบคุณที่มา : https://www.kasetnana.com/

348
การมีบ้านหลังเล็กๆท่ามกลางธรรมชาติ เป็นอีกหนึ่งความใฝ่ฝันของใครหลายๆคนที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ อยู่แบบเรียบง่ายพอเพียง และสร้างมุมพักผ่อนนอกบ้าน แบบบ้านที่เรานำมาให้ชมวันนี้เป็นบ้านหลังเล็ก ออกแบบก่อสร้างริมสระน้ำกลางทุ่งนา ได้รับการเผยแพร่จากเฟซบุ๊กคุณ Rung Prasertkul ซึ่งได้แชร์เอาไว้ให้เพื่อนๆชมกันเป็นแรงบันดาลใจและไอเดียในการสร้างบ้าน
สำหรับบ้านหลังนี่เป็นบ้านชั้นเดียวยกพื้นสูง โครงสร้างไม้ เสาปูนต่อด้านบนด้วยเสาไม้ ลงเสาเข็มยาว 6 เมตร แต่ตอกลงไปไม่สุด ให้โผล่เป็นเสารับตัวบ้าน หลังคาทรงจั่ว มุงด้วยกระเบื้องลอนคู่ ต่อเติมหลังคายื่นออกมาทางด้านข้างตรงระเบียง สำหรับนั่งเล่นพักผ่อน ทำกิจกรรมต่างๆ ตัวบ้านออกแบบให้มีทั้งระเบียงไม่มีหลังคาและระเบียงมีหลังคา ทำม้านั่งรอบๆไว้นั่งเล่น และชมวิวสวยๆของธรรมชาติกลางทุ่งนา
ขนาดตัวห้อง 2.5*3 เมตร ระเบียงหน้า 1.20 เมตร ระเบียงข้าง 1.50 เมตร หน้าต่างบานกระทุ้งออก 2 ด้าน มีประตูทางเข้าออก 2 ด้าน ด้านหน้า-ด้านข้างระเบียง ซึ่งเสาเข็มเจ้าของบ้านเป็นคนออกเสาต้นละ 400-500 บาทโดยประมาณ จ้างแม็คโครกดใช้เสาไอ 6 เมตร(ตอนกดเสาเข็มไม่ต้องสูบน้ำออกเลย) ค่าจ้างแม็คโครคิดชั่วโมงละ 1,500 บาท บ้านหลังนี้ไม่รวมเสาเข็มและค่ากดเสา อยู่ที่ 260,000 บาท มีสะพานเล็กอีก แต่ไม่มีห้องน้ำ ซึ่งใช้ห้องน้ำของบ้านอีกหลัง
จะเห็นได้ว่า เป็นอีกแบบไอเดียบ้านหลังน้อยกลางทุ่งนา มีโครงสร้างกะทัดรัด เน้นดีไซน์น่ารัก เข้ากับบรรยากาศของธรรมชาติ ซึ่งตอนนี้เจ้าของบ้านได้เอาไว้พักผ่อน ในอนาคตอาจจะเปิดเป็นร้านกาแฟได้ ต้องขอขอบคุณเจ้าของบ้านที่ได้แบ่งปันไอเดียบ้านสวยๆให้เราได้รับชมกันนะคะ
ขอบคุณข้อมูล facebook : Rung Prasertkul

349


“หนานเฉาเหว่ย” มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน ถูกนำเข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ในประเทศไทยนานหลายปีแล้ว นิยมปลูกเฉพาะตามสวนสมุนไพรจีนและสวนสมุนไพรไทยเพื่อใช้ประโยชน์เป็นยา โดยใบสดของ หนานเฉาเหว่ย มีรสขมจัด เมื่อเคี้ยวกินสดตอนแรกจะขมในปากมาก แต่พอกินไปได้สักพักจะรู้สึกว่ามีรสหวานในปากและลำคอ หนานเฉาเหว่ย เป็นไม้ยืนต้น สูง 6-8 เมตร
(สรรพคุณทางยา ประโยชน์ของการกินใบหนานเฉาเหว่ย)1 ต่อต้านโรคเก๊าต์ 2 ต่อต้านโรคเบาหวาน 3 รักษาโรคความดันต่ำ “ไม่เหมาะสำหรับความดันสูง” 4 เพิ่มสมรรถนะทางเพศ 5 รักษาหูด กินใบแล้วประมาณ1เดือน หูดจะเป็นสะเก็ดร่อน และเกิดอาการคัน บริเวณที่เป็นหูด เมื่อเกาหูดก็จะหลุดออกมา และอาจขึ้นซ้ำที่เดิมอีก แต่ขนาดจะเล็กลงเรื่อยๆ และก็จะเกิดอาการคันและเกาหลุดออกมาอีก จนในที่สุดหูดก็จะหายไปจนหมดนั่นเอง
6 ป้องกันมะเร็ง ถ้าเป็นมะเร็งก็จะยุบและฝ่อ หายได้ในที่สุด 7 แก้โรคไขมันสูง 8 ลดความอ้วน น้ำหนักลด กล้ามเนื้อกระชับ 9 แก้อาการปวดข้อ และ ปวดเมื่อยตามร่างกาย 10 รักษาริดสีดวง กินใบไม่กี่วันริดสีดวงจะยุบและหายไปในที่สุด 11 รักษาโรคไทรอยด์ต่ำ ไม่เหมาะกับโรคไทรอยด์สูง 12 รักษาโรคใจสั่น เหมาะกับคนหัวใจเต้นช้า ไม่เหมาะกับคนที่หัวใจเต้นเร็ว เพราะใบหนานเฉาเหว่ยทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น 13 ช่วยล้างสารพิษในร่างกาย 14 รักษาเนื้องอก ถ้ากินใบเป็นประจำจะทำให้เนื้องอกยุบและหายไปในที่สุด
ตามตำรายาจีน กล่าวว่า สามารถช่วยลดความดันโลหิตสูง ลดเบาหวาน และ ช่วยเรื่องโรคเกาต์สำหรับท่านใดที่ต้องการกินหนานเฉาเหว่ยเป็นประจำทุกวัน ให้กินแค่ช่วงสัปดาห์แรกเท่านั้นที่อาจจะกินทุกวัน หลังจากนั้นค่อย ๆ ลดการกินหนานเฉาเหว่ยลงทีละน้อย หรือ กินแบบหลายวันครั้งก็ได้ เพื่อควบคุมอาการของโรค เพราะถ้าหากกินมากไปจะทำให้น้ำตาลในเลือดลดมาก จนส่งผลเสียต่อสุขภาพแทน การทานหนานเฉาเหว่ยแบบง่าย ๆ แม้จะมีรสขม ให้ใช้วิธีการดื่มแทน นำใบสดของหนานเฉาเหว่ยมาล้างให้สะอาด ประมาณ 5-6 ใบ ต้มกับน้ำให้เดือด หลังจากนั้นทิ้งไว้สักพักให้น้ำอุ่นขึ้น แล้วดื่มปกติเหมือนการดื่มน้ำหรือดื่มชา อาจจะมีรสขมบ้าง แต่หลังจากนั้นจะรู้สึกถึงรสหวาน หรือ ถ้าใครต้องการทานหนานเฉาเหว่ยแบบสด ๆ

ให้ม้วนใบหนานเฉาเหว่ยเป็นก้อนเล็ก ๆ แล้วเคี้ยวใบหนานเฉาเหว่ยบริเวณกระพุ้งแก้ม เพื่อไม่ให้โดนลิ้นมากเกินไป ก็จะช่วยลดรสขมของหนานเฉาเหว่ยได้ สำหรับการรักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกายด้วยหนานเฉาเหว่ย วิธีการกินจะคล้าย ๆ กัน คือ นำใบหนานเฉาเหว่ยมาล้างทำความสะอาด และ กินใบหนานเฉาเหว่ยแบบสด ๆ แต่ในกรณีนี้เราจะใช้ใบหนานเฉาเหว่ยเพียง 1-2 ใบเท่านั้น หลังจากกินใบหนานเฉาเหว่ย ประมาณ 1 สัปดาห์ อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นปวดเข่า หรือ ปวดข้อ จะค่อย ๆ ดีขึ้น ประโยชน์ทางยา ใบสดหนานเฉาเหว่ย ตามตำราจีนระบุว่า เป็นยาช่วยลดน้ำตาลในเลือดหรือโรคเบาหวาน โรคเก๊าต์ ลดความดันโลหิตสูง ให้นำใบสด 5-7 ใบ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ต้มด้วยไฟปานกลาง 15 20 นาที แล้วดื่มขณะอุ่นครั้งละ 1 ถ้วยกาแฟ
หรือครึ่งแก้วน้ำดื่ม วันละ 2 เวลา ก่อนอาหารเช้า-เย็น ประมาณ 1 สัปดาห์ อาการที่เป็นจะดีขึ้น หลังจากนั้นดื่มบ้างหยุดบ้างเพื่อควบคุมอาการไว้ ไม่จำเป็นต้องกินติดต่อกันเป็นประจำ เพราะหากน้ำตาลในเลือดลดมากเกินไปจะมีอาการวูบได้ ไม่แนะนำให้รับประทานต่อเนื่องนานๆ แต่ควรมีช่วงหยุดพักยาบ้าง เนื่องจากไม่มีข้อมูลความปลอดภัยในระยะยาว เช่น กินวันเว้นวัน หรือ 10 วัน เว้นพัก 3 วัน รักษาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อ เนื่องจากทำงานหนักหรือยืนเป็นเวลานาน ไม่ใช่เกิดจากกระดูกเสื่อม ให้เอาใบสดของหนานเฉาเหว่ย 1-2 ใบ ล้างน้ำให้สะอาดแล้วเคี้ยวกินสดๆ วันละ 1-2 ใบ ประมาณ 1 สัปดาห์ อาการปวดเมื่อยจะดีขึ้น

หน้า: 1 ... 22 23 [24]